ถือเป็นภารกิจประจำปีของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ที่ได้ปฏิบัติจนกลายเป็นประเพณีของสมาคมแห่งนี้ไปแล้ว นั่นคือการเดินทางสำรวจผลผลิตข้าวทั่วประเทศปีละ 2 ครั้ง โดยช่วงแรกเดือนพฤศจิกายน สำรวจผลผลิตข้าวนาปีพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์สำรวจผลผลิตข้าวพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง แหล่งปลูกข้าวขาว ซึ่งเป็นชนิดข้าวที่มีการส่งออกมากที่สุดของประเทศ การเดินทางแต่ละครั้งใช้เวลา2-3 วัน โดยพาหนะทั้งรถยนต์และเครื่องบิน นักธุรกิจพ่อค้าข้าวระดับหมื่นล้านบาท ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจจนถึงทายาท แพ็กกระเป๋าลงลุยทุ่งด้วยตัวเองเกือบทั้งนั้น
กิจกรรมสำคัญๆ ระหว่างสำรวจผลผลิตข้าวแต่ละครั้ง ได้แก่ การประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับผู้ประกอบการโรงสี ส่วนราชการสำคัญ เช่น พาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัดในพื้นที่ เยี่ยมชมกิจการตลาดกลางค้าข้าวเปลือก กิจการโรงสี ศูนย์วิจัยข้าว เป็นต้น
ระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นอีกวาระหนึ่งที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นำโดย "ชูเกียรติ โอภาสวงศ์" นายกสมาคม ได้นำคณะเดินทางสำรวจข้าวพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง โดยพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ประกอบการโรงสี ส่วนราชการ จังหวัดสุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี นนทบุรี ปทุมธานี อยุธยา ลพบุรี ชัยนาท สระบุรี พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ น่าน
พ่อค้าข้าวที่ร่วมเดินทางครั้งนี้มีมากกว่า 50 บริษัท รายใหญ่ที่ร่วมเดินทาง อาทิ "เจริญ เหล่าธรรมทัศน์" จากบริษัท อุทัยโปรดิวส์ฯ ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิรายใหญ่ "เสริมศักดิ์ ควรทรงธรรม" ทายาท "ไพบูลย์ ควรทรงธรรม" จากกลุ่มบริษัท ข้าวไชยพรฯ "วัลลภ พิชญ์พงศ์ศา" ทายาท "วรพงศ์ พิชญ์พงศ์ศา" กลุ่มบริษัท นครหลวงค้าข้าวฯ "รุจจน์ ทรัพย์นิรันดร์" จากปทุมไรซ์มิลแอนด์แกรนารี เป็นต้น
ผู้ส่งออกต่างกล่าวในทิศทางที่สอดคล้องกันว่าระยะเวลา 2-3 วันของการเดินทางสำรวจข้าวแต่ละครั้งมีความคุ้มค่ามาก เพราะโดยลักษณะของธุรกิจค้าข้าวนอกจากจะติดต่อกับลูกค้าต่างประเทศ ผู้ประกอบการโรงสีในประเทศก็คือคู่ค้าของเรา แม้ว่าโดยปกติผู้ส่งออกจะติดต่อกับโรงสีกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่การประชุมร่วมระหว่างโรงสีหลายๆ โรง ผู้ส่งออกหลายๆ บริษัท ร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ ที่มีความใกล้ชิดกับแหล่งวัตถุดิบทำให้ได้เห็นภาพข้อมูลที่กว้างขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนำมาวางแผนดำเนินธุรกิจ
สำหรับการสำรวจข้าวพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ประจำปี 2552 พบว่าข้อมูลส่วนราชการกับโรงสีในพื้นที่ยังมีความแตกต่างกัน โดยข้อมูลส่วนราชการยังระบุผลผลิตโดยภาพรวมใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
ขณะที่ข้อมูลจากภาคเอกชนคือโรงสีมองว่าผลผลิตที่มีการเก็บเกี่ยวช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมลดลง (ผลผลิตข้าวนาปี2551/52) ดังที่นายมนัส ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมโรงสีข้าวจังหวัดสุพรรณบุรี ระบุว่าจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 1 ล้านไร่ ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวช่วงเวลาดังกล่าวลดลงไปประมาณ 20% สาเหตุเพราะอากาศหนาวเย็นติดต่อกันนาน ทำให้ข้าวไม่ออกรวง หรือออกแต่เมล็ดข้าวลีบทำให้ได้ผลผลิตน้อย
สอดคล้องกับนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนกุล ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพิจิตร กล่าวว่าข้าวนาปีที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเดือนธันวาคม-มกราคม ผลผลิตลดลงไป 10-20% เพราะอากาศหนาวนานประกอบกับช่วงเก็บเกี่ยวฝนตก ส่วนนาปรังที่จะเก็บเกี่ยวเดือนมีนาคม-เมษายน ผลผลิตน่าจะน้อยกว่าที่ประมาณการ แต่นาปรังรอบสองที่จะมีการเก็บเกี่ยวเดือนกันยายน-ตุลาคมผลผลิตจะดี
เช่นเดียวนายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ เลขาธิการสมาคมโรงสีข้าวไทยระบุว่าโดยภาพรวมผลผลิตข้าวลดลง ดังจะเห็นได้จากตัวเลขรับจำนำทุกชนิดที่เข้าสู่โครงการรวมกันทั้งสิ้นถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ มีเพียง 4.7 ล้านตัน จากผลผลิตข้าวนาปีที่กระทรวงเกษตรฯคาดการณ์ 23 ล้านตัน ขณะที่การซื้อขายระหว่างโรงสีกับผู้ส่งออกก็เบาบาง ตัวเลขส่งออกก็ลดลงแต่จากข้อมูลที่พาณิชย์จังหวัดและเกษตรจังหวัด รายงานกลับพบว่าผลผลิตยังอยู่ในเกณฑ์ปกติคือ 800 กิโลกรัมต่อไร่
"สถานการณ์ปัจจุบันส่วนราชการจะต้องวิเคราะห์ข้อมูลผลผลิตข้าวถี่ขึ้น
เป็นรายเดือนเพราะมีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกและผลผลิตตลอดเวลาเช่นน้ำท่วม ฝนแล้ง สภาพอากาศ รวมถึงเวลาการเพาะปลูกและการเก็บเกี่ยวที่มีการเลื่อนเวลาออกไปทุกๆ ปี ช่วงใดที่ผลผลิตข้าวออกเบาบาง ออกหนาแน่น เพราะข้อมูลดังกล่าวมีความจำเป็นต่อผู้ประกอบการส่งออก โรงสี รวมถึงการกำหนดนโยบายข้าวของรัฐบาลอย่างมาก หากข้อมูลผิดพลาดทำให้การวางแผนผิดพลาดได้เช่นกัน"
ขณะที่นายชูเกียรติ กล่าวถึงสถานการณ์ส่งออกว่า ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าอินเดียจะส่งออกข้าวนึ่งในช่วงครึ่งปีหลังหรือไม่ ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่จะส่งออก หากอินเดียส่งออกเท่ากับว่าข้าวนึ่งไทยต้องแข่งขันกับอินเดีย ขณะที่ข้าวขาวต้องแข่งขันกับเวียดนาม หากเป็นเช่นนั้นสถานการณ์ส่งออกปีนี้จะอยู่ในภาวะลำบาก
สถานการณ์ข้าวปี 2552 จึงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าผลผลิตข้าวนาปีที่แท้จริงแล้วนั้นลดลงจริงหรือไม่ หรือไปอยู่ที่ใด นาปรังรอบแรกที่จะมีการเก็บเกี่ยวเดือนมีนาคม-เมษายน และรอบที่สองเดือนสิงหาคม-กันยายน จะมีมากน้อยเพียงใด และอินเดียจะส่งออกข้าวนึ่งอย่างเป็นทางการเมื่อใด สองปัจจัยนี้จะชี้ชะตาข้าวไทยปี 2552!!!