แหล่งข่าววงการค้าข้าว เปิดเผยว่า ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ปรับขึ้นมาประมาณ 2,000 บาทต่อตัน โดยเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ การเก็งความต้องการของตลาดต่างประเทศมีมากขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่จะกลับมาซื้อข้าวอีกครั้ง ประกอบกับอินเดียยังไม่มีท่าทีกลับมาส่งออก และอีกสาเหตุหนึ่งมาจากปริมาณผลผลิตข้าวเริ่มหมดลงจากท้องนา และอยู่ในมือโรงสีที่สร้างอำนาจต่อรอง เพราะเก็งว่าพรรคการเมืองที่จะมาเป็นรัฐบาลจะนำโครงการจำนำมาใช้อีกครั้ง
"ตอนนี้ก็กั๊กข้าวไว้ เพราะเก็งว่าถึงอย่างไรก็มีการรับจำนำ ไม่มีเสียหายแน่ แต่เหตุการณ์แบบนี้ชาวนาไม่ได้อะไรเลย เพราะไม่มีข้าวขาย จากนี้ไปราคาข้าวจะเป็นขาขึ้นไปจนถึงเดือนสิงหาคม-กันยายน ที่ข้าวนาปรังรอบใหม่จะออกมาอีกครั้ง ราคาจึงจะแกว่งตัวอีกที แต่ทั้งปีไทยส่งออกได้ถึง 10 ล้านตันแน่" แหล่งข่าวกล่าว
นายอนุกูล แต้มประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวว่า ขณะนี้ราคาข้าวปรับตัวเพิ่มขึ้น เฉลี่ยตันละ 200-300 บาทแล้ว ซึ่งสูงกว่าราคาอ้างอิงทำให้ทั้งขั้นตอนการตั้งโต๊ะรับซื้อและการชดเชยไม่จำเป็น ซึ่งราคาที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามทิศทางราคาที่จะดีต่อเนื่อง แต่ยอมรับว่าต้องระมัดระวังเพราะเป็นการปรับเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลที่ข้าวหมดจากท้องนาแล้ว เช่นเดียวกับเวียดนามที่ปริมาณข้าวลดลงแล้วเช่นกัน แต่ด้านความต้องการบริโภคไม่ได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น โอกาสที่ราคาข้าวจะลดลงก็มี แต่ช่วงนี้ไปอีกระยะแนวโน้มดีต่อเนื่อง
รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่เริ่มมีความสับสนในการดำเนินโครงการประกันรายได้ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยประกาศว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะนำโครงการรับจำนำกลับมาใช้ ซึ่งจะทำให้เงินที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรสูญเปล่า
อย่างไรก็ตาม นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรในโครงการประกันรายได้ โดยให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนต่อไป ตามมติ ครม.ก่อนหน้านี้ ที่มีมติอนุมัติโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวปี 2554 เพราะเป็นไปตามมติ ครม.
นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนแล้ว ซึ่งรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศนั้น ไม่ว่าจะมีนโยบายข้าวอย่างไรก็ตาม ก็จะต้องใช้ทะเบียนเกษตรกรอยู่ดี ขณะที่ทะเบียนเกษตรกรยังสามารถนำมาเป็นฐานข้อมูลในโครงการประกันภัยพืชผลได้ด้วย ดังนั้น การดำเนินการขึ้นทะเบียนยังเดินหน้าไปตามปกติ
ที่มา คมชัดลึก
|