นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวถึงนโยบายบัตรเครดิตชาวนาว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ตนมีความเป็นห่วงว่านโยบายดังกล่าวจะทำให้ชาวนาสร้างหนี้เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งเห็นว่า ยังมีช่องว่างที่สามารถทำให้ฝ่ายผู้ถือบัตรเครดิตนำไปหาผลประโยชน์ ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เช่น ชาวนาอาจจะรู้เห็นกับร้านค้าจำหน่ายปัจจัยทางการเกษตร ด้วยการทำข้อตกลงซื้อขายสินค้ากัน แต่การซื้อสินค้าอาจจะไม่เกิดขึ้นจริง กลายเป็นชาวนาได้เงินสดไปและนำไปใช้ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยแทน
“ชาวนาส่วนใหญ่ยังบริหารเงินไม่เป็น ซึ่งเคยเห็นตัวอย่างจากกองทุนหมูบ้านที่เกิดขึ้น คือแทนที่คนในชุมชนจะนำเงินไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้ แต่กลับนำเงินไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย แนวคิดที่จะทำให้คนในชุมชนร่ำรวยขึ้น แต่กลับกลายเป็นทะเลาะเบาะแว้งกัน และไม่ได้ร่ำรวยขึ้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่ผมกังวลว่าจะมีวิธีการหลบเลี่ยง รู้เห็นกันระหว่างร้านค้าและชาวนา เมื่อได้เป็นเงินสดมาแทนก็อาจจะนำไปซื้อสินค้าอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปัจจัยทางการเกษตร และกลายเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว” นายประสิทธิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หากมีโอกาสเข้าหารือกับรัฐบาลจะนำเสนอในประเด็นปัญหาที่น่ากังวลในเรื่องนี้ ซึ่งรัฐบาลน่าจะมีวิธีการที่ปิดช่องโหว่ หรือมีแนวทางอื่นที่จะช่วยลดต้นทุนในการผลิตให้แก่เกษตรกรจะดีกว่า ส่วนที่อยากจะฝากรัฐบาลด้วยคือ ช่วยผลักดันให้มีตัวแทนชาวนาเข้าไปเป็นคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เพื่อร่วมกำหนดนโยบายด้วย เพราะชาวนาถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่กลับไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้วยเลย นอกจากนี้ ในเรื่องการรับจำนำและระบายข้าวอยากฝากรัฐบาลให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประโยชน์ถึงชาวนาโดยตรง
ด้าน นายสมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมข้าวถุงไทย กล่าวว่า สมาคมเตรียมเข้าหารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถึงนโยบายข้าวว่าจะดำเนินการอย่างไรหลังจากเปิดโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ตันละ 1.5 หมื่นบาท โดยยอมรับว่าต้นทุนการผลิตข้าวถุงปรับตัวสูงขึ้น และล่าสุดปรับขึ้นไปแล้วถึง 20% จึงจะหารือถึงแนวทางเกี่ยวกับข้าวถุงว่าจะมีนโยบายอย่างไรจะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกหรือไม่ และจะทำอย่างไร
ทั้งนี้ หากภาครัฐต้องการดูแลราคาข้าวถุงเพื่อช่วยเหลือประชาชนแล้ว จะมีวิธีการชดเชยอย่างไร สิ่งที่จะเสนอเข้าไปด้วยคือ ราคาข้าวหอมมะลิบรรจุถุง โดยเห็นว่ากลุ่มผู้บริโภคข้าวหอมมะลินั้นถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอยู่แล้ว อาจจะสามารถปล่อยให้ราคาให้เป็นไปตามกลไกได้ ส่วนข้าวขาวก็อาจจะสามารถดูแลได้
ที่มา คมชัดลึก
|