www.thairiceexporters.or.th  
home about us members contact us FAQ link site map English Thai
Member Login
สมัครสมาชิกสมาคมฯ
สมาคมโรงสีข้าวไทย
คู่มือการส่งออกข้าว
ข้อมูลสถานการณ์ข้าวของต่างประเทศ
มาตรฐานข้าวไทย
องค์ความรู้เรื่องข้าว
โครงการประกันรายได้เกษตรกร
โครงการรับจำนำข้าว
การพยากรณ์ผลผลิต
การเจรจาการค้า
ระบบ Paperless-Customs
การประมูลข้าวสารคในสต็อกรัฐบาลโดยอิงราคา AFET
 

นโยบายการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซีย

การเปิดตลาดข้าวของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

การเจรจาชดเชยผลกระทบการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีข้าวของสหภาพยุโรปภายใต้มาตรา 28 ของแกตต์

นโยบายการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซีย

     
      เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2549 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา ได้เข้าพบและหารือ กับ Mr. Tito Pranolo ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและสารสนเทศ (Director of Business Development & Information Technology) ของ Perum BULOG หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ของอินโดนีเซีย Logistic State Enterprise) ซึ่งรับผิดชอบสต๊อกข้าวของรัฐบาล สรุปสาระการหารือได้ ดังนี้

     1. Perum BOLOG เป็นหน่วยงานโลจิสติกส์ของอินโดนีเซีย ซึ่งได้มีปรับเปลี่ยนโครงสร้างจากเดิมที่เป็นหน่วยงานของรัฐบาลมาเป็น รัฐวิสาหกิจ แต่ยังมีภารกิจเดิมในส่วนของหน่วยงานรัฐที่ต้องรับผิดชอบดูแล คือ การ จัดการสต๊อกสินค้าที่สำคัญ เช่น ข้าว และน้ำตาล เป็นต้น รวมทั้งการรักษาระดับราคาสินค้าดังกล่าวในประเทศ

     2. ปัจจุบันอินโดนีเซียมีนโยบายข้าว (Rice Policy) ซึ่งออกเป็นคำสั่งประธานาธิบดี ที่ 13/2005 ลงวันที่ 10 ตุลาคม 2549 กำหนดอำนาจหน้าที่ให้หน่วยงานรัฐบาล 17 หน่วยงานดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว โดยในส่วนของการนำเข้าได้มีการกำหนดนโยบาย ให้นำ เข้าข้าวในกรณีที่ผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอเท่านั้นและการรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวในประเทศต้องดำเนินการโดยผ่านสต๊อกข้าวของรัฐบาลโดย BULOG

     3. สำหรับหลักเกณฑ์การนำเข้าจะมาจากมติที่ประชุมระหว่างหน่วยงานของรัฐบาล (Interagency Coordination Meeting) ซึ่งมีสาระสำคัญคือ มีการขยายระยะเวลาห้ามการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ (Prolongation of the Prohibition of Rice Import) โดยปัจจุบันได้ขยายไปถึงเดือนมิถุนายน 2549 ซึ่งมีหลักเกณฑ์คือจะพิจารณา นำเข้าข้าวเฉพาะในกรณีที่ราคาข้าวชนิดปานกลาง (medium qualities) ภายในประเทศนั้นสูงกว่า 3,500 รูเปียต่อ กิโลกรัม และข้าวในสต๊อกของรัฐบาลคือ BULOG นั้นต่ำกว่า 1 ล้านเมตริกตัน

     4. กระบวนการตัดสินใจนำเข้าข้าวนั้น BOLOG ได้ให้ข้อมูลว่าจะมาจากมติที่ประชุมของหน่วยงาน รัฐบาล ที่รับผิดชอบตามนโยบายข้าว โดยเห็นว่าจากหน่วยงานสำคัญจะเป็น รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ รัฐมนตรีพาณิชย์ รัฐมนตรีเกษตร และรัฐมนตรีการคลังโดยผู้มีอำนาจ ตัดสินใจสุดท้าย (final decision) คือ รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจ แต่ในการออกใบอนุญาติให้มีการนำเข้าจะเป็นอำนาจของรัฐมนตรีพาณิชย์

     5. สำหรับสถานการณ์การนำเข้าในปัจจุบัน ซึ่งมีรายงานข่าวว่ารัฐบาลอินโดนีเซียประกาศ นำเข้าข้าวชนิด ปานกลาง (ข้าวหัก 15%) จากประเทศเวียดนามในปริมาณ 110,000 เมตริกตันภายในเดือนมกราคมนี้นั้น BULOG แจ้งว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เนื่องจาก ราคาข้าวภายในประเทศสูงกว่า 3,500 รูเปียต่อกิโลกรัม และสต๊อกข้าวของ ประเทศมีปริมาณต่ำกว่า 1 ล้านเมตริกตัน ซึ่งการตัดสินใจนำเข้าข้าวจากประเทศเวียดนามนั้นเกิดจาก ความสัมพันธ์ ที่ผ่านมาระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเวียดนามได้เคยให้ความช่วยเหลือแก่อินโดนีเซียในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจและได้มีการทำ MOU โดยอินโดนีเซียตกลงที่จะนำเข้าข้าวชนิดปานกลางจากเวียดนามในปริมาณ 500,000 เมตริกตันในระยะเวลา 5 ปี นอกจากนี้ราคาข้าวชนิดปานกลางของเวียดนามก็มีราคาต่ำ โดย BULOG ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า เมื่อเปรียบเทียบนอกจากข้าวไทยจะมีราคาสูงกว่าเวียดนามแล้ว การส่งออกของไทยจะขึ้นอยู่กับ หลักพื้นฐานทางการค้าเท่านั้น (more on commercial basis) ซึ่งต่างจากเวียดนามที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก่อน

     6. สำหรับการอนุญาติให้มีการนำเข้าข้าวเกรดพิเศษ (special rice) เช่น ข้าวเมล็ดสั้นญี่ปุ่น (Japonica Rice) และข้าวบาสมาติ เนื่องจากอินโดนีเซียไม่สามารถผลิตได้ หรือเป็นข้าวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพนั้น BULOG แจ้งว่า ไม่ทราบข้อมูลรายละเอียดในเรื่องนี้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะสามารถให้ข้อมูลได้จะเป็นกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสำนักงานฯ จะต้องติดตามรายละเอียดในเรื่องนี้ต่อไป

ที่มา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา (กุมภาพันธ์ 2549)

การเปิดตลาดข้าวของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

     ทั้งญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ต่างก็เป็นประเทศที่ปลูกข้าว และบริโภคข้าวเป็นหลัก ข้าวที่ปลูกและบริโภคส่วนใหญ่เป็นข้าวเมล็ดสั้น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นประเทศที่ให้การคุ้มครองชาวนาผู้ปลูกข้าวอย่างที่อาจเรียกได้ว่าเข็มข้นมากที่สุด โดยถือว่าข้าวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม และไวต่อความรู้สึก จึงปิดตลาดข้าวของต้นตลอดมา แม้ญี่ปุ่นจะมีการอนุญาตให้นำเข้าได้บ้างแต่ก็เป็นจำนวนน้อย เป็นข้าวที่อนุญาตให้นำเข้าทางเกาะโอกินาวา เพื่อผลิตเหล้าสาเก

     เมื่อการเจรจาการค้ารอบอุรุกกวัยสิ้นสุดในปี 2539 ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ถูกกดดันให้ต้องเปิดตลาดข้าว โดยญี่ปุ่นมีพันธะต้องเปิดตลาดข้าว ส่วนที่เรียกว่า " Minimum market access" เริ่มตั้งแต่ปี 2540 แม้จะต้องเปิดตลาดข้าว แต่ญี่ปุ่นก็กำหนดระบบการนำเข้าที่ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน ข้าวที่นำเข้าไม่ต้องเสียอากรขาเข้า แต่ญี่ปุ่นมีสิทธิบวกค่าธรรมเนียมในการนำเข้าที่เรียกว่า Mark up ได้สูงสุดถึงกิโลกรัมละ 292 เยน หรือประมาณกิโลกรัมละ 99 บาท ทำให้ข้าวที่นำเข้ามีราคาเกือบเท่ากับราคาข้าวที่ปลูกภายในประเทศ

     ส่วนข้าวส่วนที่เกินโควตา Minimum market access สามารถนำเข้าได้ แต่ต้องเสียภาษีนำเข้ากิโลกรัมละ 341 เยน หรือประมาณกิโลกรัมละ 116 บาท ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวนำเข้าสูง จนไม่สามารถแข่งขันได้

     เกาหลีใต้ก็มีพันธะต้องเปิดตลาดข้าว แต่เกาหลีใต้เจรจาต่อรอง จนมีช่วงเวลาเตรียมตัว 10 ปี ที่จะต้องเปิดตลาดข้าวให้มากขึ้น โดยในปี 2540 เกาหลีใต้มีพันธะต้องเปิดตลาดข้าวเพียง 1% ของปริมาณการบริโภครวม และขยายเป็น 4% เมื่อสิ้นสุดปี 2547 มีระบบทำนอง Mark up ทำให้ราคาข้าวที่นำเข้ามีราคาค่อนข้างสูง ข้าวที่นำเข้าจะนำไปขายให้ผู้บริโภคโดยตรงไม่ได้ ต้องนำไปใช้ผลิตอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น

     เมื่อพ้นกำหนด 10 ปี คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เกาหลีใต้ต้องยกเลิกมาตรการกีดกันการนำเข้าข้าวที่มิใช่ภาษี ต้องเพิ่มส่วนที่ต้องเปิดตลาดจาก 4% เป็น 8% ภายใน 10 ปี ข้าวที่นำเข้าและจะต้องอนุญาตให้ข้าวจำนวนที่นำเข้ามาจำหน่ายตรงถึงผู้บริโภคในร้านขายปลีกได้ ซึ่งขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้ได้อนุมัติแผนการเปิดตลาดข้าวของเกาหลีใต้แล้ว ท่ามกลางการประท้วงคัดค้านของชาวเกาหลีใต้ และสมาชิกผู้แทนฝ่ายค้าน โดยชาวนาบางส่วนเดินทางไปประท้วงที่ฮ่องกงด้วย

     ข่าวล่า ตามที่มีเสียงเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดข้าวให้ประเทศกำลังพัฒนาให้มาขึ้นสู่ระบบไม่มีโดยตรง ไม่ต้องเสียภาษี ทางญี่ปุ่นแสดงท่าทีแล้วว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงแผนการเปิดตลาด คือยังใช้ระบบเดิม ส่วนเกาหลีใต้ได้ออกประกาศประมูลการนำเข้าโดยคาดว่าจะมีการประมูลในเดือนมกราคม 2549 และจะจำนำเข้าได้ประมาณเดือนมีนาคม 2549 และอนุญาตให้จำหน่วยในร้านขายปลีกถึงผู้บริโภคโดยตรงได้ 10 % ของการนำเข้า

     การเปิดตลาดข้าวของทั้งสองประเทศ จะเป็นผลดีต่อการส่งออกข้าวไทยค่อนข้างมาก ถึงแม้ทั้งสองประเทศจะมีปริมาณการนำเข้าไม่มากเมื่อเทียบกับปริมาณส่งออกของไทยและมีขั้นตอนในการนำเข้าค่อนข้างซับซ้อนแต่ไทยก็ต้องพยายามใช้ความยาว คือ ข้าวเมล็ดยาวเจาะ (ตลาด) ข้าวเมล็ดสั้นให้ได้เพราะราคาน่าจูงใจ

ที่มา มติชน (ฉบับวันที่ 19 ธ.ค. 2548 )

การเจรจาชดเชยผลกระทบการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีข้าวของสหภาพยุโรปภายใต้มาตรา 28 ของแกตต์


       นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่คณะมนตรียุโรปมีมติเมื่อปี 2546 ให้ปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป (CAP Reform) ซึ่งรวมถึงนโยบายสินค้าข้าว โดยกำหนดให้ลดราคาแทรกแซงลงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้อัตราภาษีข้าวขาวและข้าวกล้องลดลงประมาณร้อยละ 55 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2547 นั้น ทำให้ EU ไม่สามารถคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในของตนได้ EU จึงขอปรับเปลี่ยนระบบการนำเข้าข้าวใหม่จากระบบ Margin of Preference (MOP) เป็นระบบภาษีอัตราภาษีคงที่ (Fixed Rate) โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 EU ได้กำหนดอัตราภาษีสำหรับข้าวกล้อง (พิกัด 100620) ที่ 65 ยูโร/ตัน และข้าวขาว (พิกัด 100630) ที่ 175 ยูโร/ตัน

       นางอภิรดี กล่าวว่าไทยและ EU มีการเจรจาอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้หลายครั้ง โดยสามารถสรุปผลการเจรจาได้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2548 ซึ่งตกลงกันว่า ข้าวขาว EU จะกำหนดอัตราภาษีที่เรียกเก็บ (applied rate) เป็น 2 อัตราคือ อัตราต่ำที่ 145 ยูโร/ตัน และอัตราสูงที่ 175 ยูโร/ตัน โดยจะเริ่มเก็บที่อัตรา 145 ยูโร/ตัน หากปริมาณนำเข้าข้าวขาวของปีการตลาดก่อนหน้า (1 กันยายน - 31 สิงหาคม) ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 387, 743 ตัน และเรียกเก็บที่อัตรา 175 ยูโร/ตัน หากปริมาณนำเข้าข้าวขาวของปีการตลาดก่อนหน้าสูงกว่า 387, 743 ตัน ทั้งนี้ กำหนดให้มีการพิจารณาการปรับภาษีปีละ 2 ครั้ง และ EU ตกลงจะเพิ่มโควตารวมสำหรับข้าวขาวอีก 13,500 ตัน ที่อัตราภาษี 0 ด้วย โดยจะจัดสรรโควตาจำนวนนี้ให้ไทยเป็นจำนวน 4,313 ตัน นอกจากนี้ EU ตกลงจะกำหนดอัตราภาษีที่เรียกเก็บ (applied rate) สำหรับข้าวหักที่ 65 ยูโร/ตัน และจะเพิ่มโควตาข้าวหักจาก 80,000 ตัน เป็น 100,000 ตัน และลดภาษีในโควตาลงจาก 100 ยูโร/ตัน เป็น 45 ยูโร/ตัน (applied rate – 30.77% )

       ทั้งนี้ คณะกรรมธิการยุโรปได้นำผลการเจรจานี้เข้าสู่กระบวนการภายในของ EU เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาจึงทำให้ในทางปฏิบัติความตกลงฯ ดังกล่าวยังไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้ทัน 1 กันยายน 2548 ตามที่ตกลงกัน อย่างไรก็ตาม EU ตกลงที่จะให้ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง

       นางอภิรดี กล่าวว่าล่าสุด EU และไทยได้ลงนามในความตกลงดังกล่าวในรูปของสาส์นแลกเปลี่ยน เมื่อวันที่ 20 และ 21 ธันวาคม 2548 ตามลำดับ ซึ่งทำให้ความตกลงฯ มีผลสมบูรณ์และ EU แจ้งว่าจะสามารถออกประกาศได้ภายใน 1 มกราคม 2549

ที่มา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (วันที่ 23 ธ.ค. 2548)

 
©
Thai Rice Exporters Association

37 Soi Ngamduplee , Rama 4 Road , Toongmahamek , Sathorn District , Bangkok 10120 ,
Tel. 0-2287-2674-7 , 0-2287-2663-4 , Fax : 0-2287-2678

E-mail :
contact@thairiceexporters.or.th


Copyright © 2008 All rights reserved by Thai Rice Exporters Association.